วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

"การพัฒนาอย่างยั่งยืน" (Sustainable Development)


"การพัฒนาอย่างยั่งยืน" (Sustainable Development)
คอลัมน์ ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์  โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3987 (3187)

นับวันผลเสียของวิถีการพัฒนาแบบ "สุดโต่ง" ที่เน้นเรื่องอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพียงมิติเดียว โดยไม่สนใจมิติอื่นๆ โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ก็ยิ่งปรากฏให้เราเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในแทบทุกประเทศในโลก เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ รัฐบาล และองค์กรโลกบาลหลายแห่งหันมาให้ความสำคัญ กับแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" (sustainable development) มากขึ้นเรื่อยๆ

ในรายงานพัฒนามนุษย์ (Human Development Report) ประจำปี ค.ศ.1996 เครือข่ายเพื่อการพัฒนาระดับโลก แห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme หรือยูเอ็นดีพี) ระบุว่า "คุณภาพ" ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสำคัญกว่า "อัตรา" การเจริญเติบโตดังกล่าว ยูเอ็นดีพีขยายความว่า แบบแผนการเจริญเติบโตที่ทำความ เสียหายในระยะยาวมีทั้งหมด 5 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ การเติบโตที่ไม่สร้างงานให้กับประชากร (rootless growth), การเติบโตที่ทิ้งห่างกระแสประชาธิปไตย (voiceless growth), การเติบโตที่กดทับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจนสิ้นสลาย (rootless growth), การเติบโตที่ทำลาย สิ่งแวดล้อม (futureless growth), และการเติบโตที่ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือคนรวยเท่านั้น (ruthless growth)

ยูเอ็นดีพีสรุปว่า การเติบโตทั้ง 5 รูปแบบดังกล่าวนั้นล้วนเป็นการเติบโตที่ "ทั้งไม่ยั่งยืน และไม่สมควรจะยั่งยืน"

แนวคิด "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ไม่ใช่เรื่องใหม่ วัฒนธรรมมากมายในประวัติศาสตร์มนุษย์ รวมทั้งวัฒนธรรม ชุมชนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ได้มองเห็นความจำเป็นของการสร้าง ความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เป็นเรื่อง "ใหม่" ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ คือความพยายามที่จะนิยาม สร้างองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ และแจกแจงองค์ประกอบต่างๆ ของแนวคิดนี้ในบริบทของสังคมอุตสาหกรรมและข้อมูลข่าวสารระดับโลก

เราอาจสาวรากของแนวคิด "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ไปถึงหนังสือเรื่อง "Silent Spring" (ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบงัน) โดย Rachel Carson ตีพิมพ์ครั้งแรก ปี 1962 ตีแผ่ผลกระทบของยาฆ่าแมลง ที่เรียกว่า DDT ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ด้วยข้อมูลที่หนักแน่นน่าเชื่อถือ ทำให้เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชนอเมริกันอย่างกว้างขวาง และนำไปสู่การประกาศแบน DDT ในปี 1972 นักสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่ยกย่อง Silent Spring ว่าเป็น "จุดเปลี่ยน" ที่ทำให้คนจำนวนมาก หันมาตระหนักถึงความเกี่ยวโยงอย่างแนบแน่นระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

"การพัฒนาอย่างยั่งยืน" หมายความว่าอะไร และมีลักษณะอย่างไร ? วันนี้ผู้เขียนจะเก็บข้อความจากเนื้อหาในเว็บไซต์ Sustainability Development Gateway (SD Gateway-http://sdgateway.net/) มาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้ :

"การพัฒนาอย่างยั่งยืน" สำหรับแต่ละคนย่อมมีความหมายไม่เหมือนกัน เนื่องเพราะ "ระยะยาว" ของแต่ละคน อาจยาวสั้นแตกต่างกัน แต่นิยามที่คนนิยมอ้างอิงมากที่สุดมาจากรายงานชื่อ "อนาคตร่วมของเรา" (Our Common Future หรือที่รู้จักในชื่อ "รายงานบรุนด์ท์แลนด์" -the Brundtland Report) โดยรายงานดังกล่าว ระบุว่า "การพัฒนาอย่างยั่งยืน หมายถึงวิถีการพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของปัจจุบัน โดยไม่ลิดรอนความสามารถของคนรุ่นหลัง ในการตอบสนองความต้องการของพวกเขา"

เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หากอยู่ที่การปรับปรุงคุณภาพชีวิต ของประชากรโลก ในทางที่ไม่เพิ่มระดับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนเกินศักยภาพของธรรมชาติ ที่จะผลิตมันให้มนุษย์ใช้อย่างไร้ขีดจำกัด การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความเข้าใจว่า การนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลยมีผลกระทบ และเราต้องหาหนทางใหม่ๆ ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงสถาบันและพฤติกรรมของปัจเจกชน

แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนรุดหน้า ไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ในปี 1992 ผู้นำนานาชาติที่มาพบกันในการประชุมสุดยอดแห่งโลก (Earth Summit) ในกรุงริโอ เดอ จาเนโรในบราซิล นำเค้าโครงของรายงานบรุนด์ท์แลนด์ไปสร้างสนธิสัญญาและแถลงการณ์เกี่ยวกับประเด็นหลักๆ ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ผู้เข้าประชุมยังได้ร่วมกันร่างแผนกลยุทธ์กว้างๆ เรียกว่า "Agenda 21" เพื่อใช้เป็นแผนที่สำหรับงานด้าน สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาในอนาคต หลังจากการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว ก็มีกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่ธุรกิจ รัฐบาลท้องถิ่น ไปจนถึงองค์กรโลกบาลอย่างธนาคารโลก ที่นำแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปตีความ ต่อยอด และปรับใช้ในบริบทของตัวเอง จวบจนปัจจุบัน และยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นแนวคิดลื่นไหลที่วิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ก็มีลักษณะสำคัญบางประการที่อยู่ภายใต้ เส้นความคิดหลายกระแส ได้แก่

1) ความเท่าเทียมกัน (equity) และความยุติธรรม (fairness) เป็นประเด็นสำคัญ การพัฒนาอย่างยั่งยืน อยากตอบสนองความต้องการของคนจนและประชากรผู้ด้อยโอกาส ไอเดียเรื่องความเท่าเทียมกัน และความยุติธรรมเป็นส่วนประกอบสำคัญในนิยามของ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" เพราะตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า ถ้าเราละเลยผลกระทบจากการกระทำ ของเราต่อคนอื่นในโลกที่เกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน เราก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายขึ้นกับตัวเองในอนาคตด้วย

เนื่องจากระบบเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะของเราส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงระบบเหล่านี้ ความยุติธรรมหมายความว่า ประเทศแต่ละประเทศ ควรมีโอกาสในการพัฒนาตัวเองบนพื้นฐานของคุณค่าทางวัฒนธรรมและสังคมของตัวเอง โดยไม่ปฏิเสธว่าประเทศอื่นๆ ก็ล้วนมีสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกัน หนึ่งในความท้าทาย ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือ เราจะปกป้องสิทธิของคนที่ไม่มีสิทธิออกเสียงได้อย่างไร คนรุ่นหลังที่ยังไม่เกิดไม่สามารถออกความเห็น หรือปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา ในกระบวนการตัดสินใจต่างๆ ของคนรุ่นปัจจุบัน ถ้าการพัฒนาจะยั่งยืนได้จริง เราจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพวกเขาด้วย

2) มีมุมมองระยะยาว (long-term view) ภายใต้หลักความรอบคอบ (precautionary principle) "ระยะยาว" ยาวแค่ไหน ? ในสังคมตะวันตกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การวางแผนของภาครัฐมองระยะเวลาเพียง 3-5 ปีเท่านั้น ปัจจุบัน "ระยะยาว" ในความหมายของ นักค้าหุ้นและนักค้าเงินคือระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ในขณะที่ชาวอินเดียนแดงในอเมริกาวางแผนสำหรับ "คนรุ่นที่ 7 นับจากนี้" พวกเขาวางแผนเป้าหมายและกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อคนรุ่นหลังอีกเจ็ดชั่วคน เท่ากับว่าวางแผนล่วงหน้าถึง 150 ปีทีเดียว สำหรับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญบางคนเสนอว่า ตราบใดที่คนรุ่นหนึ่งคิดถึงคนรุ่นต่อไป (ประมาณ 50 ปี) ก็แปลว่าคนทุกรุ่นจะได้รับการดูแล แน่นอนถ้าเรามองเห็นว่าเรื่องใดก็ตาม จะส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นในอนาคตที่ไกลกว่านั้น เราก็ควรจะวางแผนให้ยาวขึ้น ไม่มีคนรุ่นไหนสามารถการันตีผลลัพธ์ในอนาคตที่พยากรณ์ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีคนรุ่นไหน ที่ควรทำเป็นมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่พยากรณ์ได้

ในโลกที่เรารู้แล้วว่าทุกมิติมีความเกี่ยวโยงและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันเพียงใด ปฏิสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนกำลังเร่งอัตราการเปลี่ยนแปลงและการก่อเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ หลักความรอบคอบช่วยแนะแนวให้เราได้ หลักการ ชุดนี้บอกว่า เมื่อกิจกรรมใดๆ ก็ตามเพิ่มขีดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพมนุษย์ เราควรต้องใช้มาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์อาจจะยังไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุและผลได้ทั้งหมด

3) การคิดแบบเป็นระบบ (systems thinking) ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม เป็นเวลานานกว่า 2 ศตวรรษแล้วที่เรารู้ว่า โลกนี้เป็นระบบปิดที่มีทรัพยากรจำกัด เมื่อนักสำรวจทำงานสำรวจผิวดิน และพื้นน้ำสำเร็จลง คนก็ค่อยๆ เข้าใจว่าโลกนี้ไม่มีทรัพยากร "ใหม่" เรามีโลกเพียงใบเดียว กิจกรรมทั้งหมดของเราเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของระบบธรรมชาติที่ใหญ่ยิ่งกว่า เราต้องมองเห็นว่าระบบที่เดินด้วยน้ำมือมนุษย์ทั้งหมดนั้นอยู่ภายในระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า ก่อนที่จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน กับสิ่งแวดล้อม และทำให้เรามั่นใจได้ว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ จะอยู่รอดต่อไปในอนาคต

ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดที่มนุษย์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ ไม้ เหล็ก ฟอสฟอรัส น้ำมัน และทรัพยากรอื่นๆ อีกหลายร้อยชนิด ล้วนมีขีดจำกัดทั้งในแง่ของแหล่งที่มาและแหล่งที่ไป (sink) แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนบอกเราว่า เราไม่ควรนำทรัพยากรธรรมชาติออกมาใช้ในอัตราที่เร็วกว่าความสามารถของเราในการผลิตทรัพยากรทดแทน และเราก็ไม่ควรทิ้งทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่เร็วกว่าอัตราที่ธรรมชาติจะสามารถดูดซับมันกลับเข้าไปในระบบ ถึงแม้ว่าปัญหาทรัพยากรร่อยหรอจะเป็นประเด็นกังวลหลักของนักสิ่งแวด ล้อมในอดีต วันนี้นักสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ เป็นกังวลเรื่องที่เราจะไม่เหลือแหล่งทิ้งทรัพยากรแล้วมากกว่า ปัญหาโลกร้อน รูในชั้นโอโซน และความขัดแย้งเรื่องการ ส่งออกขยะอันตราย ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดจากการที่เราพยายามทิ้งทรัพยากร เร็วกว่าอัตราที่ธรรมชาติจะสามารถรองรับได้

การคิดแบบเป็นระบบผลักดันให้เราเข้าใจว่า ถึงแม้โลกจะมีเพียงใบเดียว มันก็เป็นโลกที่ประกอบด้วยระบบย่อย (sub systems) มากมายที่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกัน และกัน ปัจจุบันการพัฒนาโมเดลต่างๆ เพื่ออธิบายระบบย่อยเหล่านี้ได้รุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โมเดลเหล่านี้เป็นกรอบคิดที่เป็นประโยชน์สำหรับการเลือกดัชนีชี้วัดความคืบหน้าของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ระบบย่อยต่างๆ ในโลกล้วนเชื่อมโยงกันผ่านกระบวนการที่ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่า "ห่วงโซ่ตอบกลับ" (feedback loop) อันสลับซับซ้อน วิทยาศาสตร์แขนงใหม่ที่ศึกษาความซับซ้อนของระบบต่างๆ บอกเราว่า ในระบบบางระบบ เหตุการณ์เล็กมากๆ อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ขนาดใหญ่ที่รุนแรงและพยากรณ์ไม่ได้ล่วงหน้า ด้วยการ จุดชนวนซีรีส์เหตุการณ์ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้เรารู้แล้วว่าการปล่อยมลพิษในซีกโลกเหนือส่งผลให้ชั้นโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกาบางลง และเร่งอัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังในซีกโลกใต้ วิกฤตการเงินในเอเชียส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และสงครามระหว่างชาติพันธุ์ในทวีปแอฟริกากลางก่อให้เกิดการอพยพขนานใหญ่ของประชากรไปยังบริเวณใกล้เคียง สร้างแรงตึงเครียดต่อระบบในประเทศเหล่านั้นจนถึงจุดแตกหัก เป็นชนวนให้เกิดวิกฤตและการอพยพต่อไปเป็นทอดๆ

ตั้งแต่ผู้นำโลกที่ร่วมประชุม Earth Summit ประจำปี 1992 ตกลงกันว่าจะร่วมมือกันผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้เกิดเป็นรูปธรรม ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้คืบหน้าไปมากน้อยเพียงใด มีกรณีใดบ้างเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และมีกรณีใดบ้างที่ต้องนับว่าเป็นความล้มเหลว ?

โปรดติดตามตอนต่อไป

Yadadeesign : 081 727 9759 ร่วมเผยแพร่

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เที่ยวอุ้มผาง

  เที่ยวอุ้มผาง เทศบาลตำบลอุ้มผาง ขอเชิญเที่ยวชมดอกไม้ ต้อนรับยามหนาว กับดอกเสี้ยวป่า ณ ดอยหัวหมดอุ้มผาง‏ ดอยหัวหมด เปนยอดเขาหัวโลนที่ปกคลุมดวยตนหญาและไมทนแลง อยูหางจากตัวเมืองอุมผางมาตามเสนทางบานสบหวยแมสะมุงประมาณ 10 กิโลเมตร แยกซายเขาไปตามถนนลูกรังอีก 700 เมตร จากจุดจอดรถเดินเทาขึ้นไปชมวิวบนยอดดอยอีกประมาณ 150 เมตร  ภูเขาบริเวณนี้มีหลายดอย เปนลักษณะยอดเขาเตี้ยๆ ที่ไมมีตนไมใหญปกคลุม ชาวบานจึงเรียกวายอดเขาเหลานี้วา ดอยหัวหมด หรือ เขาหัวโลน ดอยหัวหมดที่เปนจุดชมวิวมีดวยกันหลายดอยแตละดอยก็หมดๆ ทุกดอย แตดอยที่หัวหมดที่จะพาไปชมนี้เปนที่ตั้งของหมุดบอกคา GPS ของประเทศไทย ไมไดพาไปดูหมุดแตพาไปชมวิว ชมทะเลหมอก เนื่องจากดอยนี้เปนเขาหัวโลนจึงไมมีตนไมมาบดบังสายตา จึงทำใหชมวิวไดรอบทิศทาง ในยามเชายังมีวิวพระอาทิตยขึ้นและ ทะเลหมอก ใหชมดวย 
          จากจุดชมวิวบนดอยหัวหมดหากหันมาทางซายก็จะพบหุบเขาที่เห็นสิ่งปลูกสรางและตึกขาว ๆ นั่นคือตัวเมือง อุมผาง ที่อยูในแองที่ราบหุบเบื้องลาง 
         จุดเดนของดอยหัวหมดในชวงฤดูฝน คือทุงดอกไมสีชมพู เปนตนเทียนดอยที่จะออกดอกสีชมพูดไปทั่วทั้งดอย ในชวงเวลานั้นจึงเรียก ดอยหัวหมด วาดอยชมพูด ยอดเขาหัวโลนที่มีกระจัดกระจายหลายดอยเปนดอยโลงๆ ที่ปกคลุมดวยตนหญา เมื่อดอกเทียนบานจึงทำใหเห็นเปนสีชมพูปกคลุมไปทั่ว แตถาจะใหสวยจะตองขึ้นไปชมบนยอดดอย   ชวงที่ดอกเทียนดอยบานอยูในชวงเดือนกรกฎาคม ถึง สิงหาคม ในชวงตนเดือนกันยายนก็พอมีใหเห็นบางเปนหยอมๆ เมื่อพนชวงนี้ไปแลวก็มีเพียงปาหญาแหงๆ กับตนปาลมสิบสองปนนาซึ่งเปนไมทนแลงที่มีมากในบริเวณนี้








วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

นายลำพูน มนัยนิลนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่ามะม่วง

มอบเบี้ยยังชีพ......นายลำพูน  มนัยนิลนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่ามะม่วงมอบเบี้ยยังชีพให้กับประชาชนทั้งตำบลป่ามะม่วง ณ องค์การบริหารส่วนตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมือง จังหวัดตากวันก่อนโดยมีนายละเอียด ชูปานผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลป่ามะม่วง  นายณรงค์ สงวนสุข ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลป่ามะม่วงบ้านปากร้อง นายพเนตร ขำศรี กำนันตำบลป่ามะม่วงให้เกียรติร่วมงาน

ญาดาดีไซน์ ; ข่าว

นับถอยหลัง‘ประชาคมอาเซียน’ก้าวแรกต้อง..ปฏิรูปการศึกษาไทย



นับถอยหลัง‘ประชาคมอาเซียน’ก้าวแรกต้อง..ปฏิรูปการศึกษาไทย



.....




เหลืออีกเพียง 2 ปีเศษ ประเทศไทย จะเปิดประตูเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราจะเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมกับการเปลี่ยน แปลงครั้งสำคัญนี้ ไม่ใช่แค่ให้ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวตั้งรับเท่านั้น ภาคการศึกษาเองก็ต้องปรับระบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทที่จะต้องเปลี่ยนแปลงในอนาคตทั้งในด้านทักษะวิชาชีพและภาษา เพราะเมื่อมีการเปิดตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้วทุกอย่างจะอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขัน
          ดังนั้น การเรียนการสอนควรมีการ ปฏิรูป ไม่ใช่ปฏิรูปแต่องค์กรเพราะการสอนให้เด็กคิดเป็นไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนอื่นอาจารย์ต้องคิดเป็นก่อน ต้องปรับเปลี่ยน กลยุทธ์ในการเรียนการสอน ไม่ควรแยกระหว่างอุดมศึกษากับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ้าหากว่าครูหรืออาจารย์มีความรู้หรือข้อ มูลน้อยกว่าเด็กแล้วจะสอนเด็กได้อย่างไร เพราะในปัจจุบันเด็กมีการใช้เทคโนโลยีและศึกษาข้อมูลได้ดีกว่าผู้ใหญ่มีความคล่องตัวมากกว่า ขณะที่อาจารย์ยังใช้เอกสารตำราเล่มเก่า แต่เด็กมีการค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ตมาก่อนเรียบร้อยแล้ว
          นายสมเกียรติ อ่อนวิมล นัก วิชาการด้านสื่อมวลชน ได้ให้ความเห็น ในเรื่องนี้ว่า การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ในปี 2558 ในภาค ส่วนของประชาชน ทั้งประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และคนในท้องถิ่น ต้อง ปรับตัวเพื่อตั้งรับกับการแข่งขันในระดับประเทศ ประชาชนทั่วไปต้องถามตัวเองว่า ประกอบอาชีพอะไร อยากก้าวหน้าในอาชีพในระดับอาเซียนหรือไม่ ถ้าอยากก้าวหน้าต้องแข่งขันกับชาติอื่นให้ได้คือ
          1.หาความรู้ว่าอาเซียนคืออะไร
          2. กระทบกับตัวเองในส่วนไหนบ้าง 3. ปรับปรุงตัวเอง หาความรู้ว่าควรจะทำอะไร หากจะทำอาชีพนี้ ต้องมีการประชุม อบรม สัมมนาหาความรู้จากผู้มีความรู้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล จังหวัดจนถึงกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะจัดระบบเผยแพร่ความรู้ให้ตรงไปสู่ หมู่บ้านหรือ อบต. อบจ. เพื่อชาวบ้านจะได้ฟังและตั้งคำถามว่าตนต้องการอะไรบ้าง ซึ่งกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังทดลองอยู่ ถ้าทุกตำบลมีกระบวนการให้ความรู้ก็จะสามารถพัฒนาไปได้ ในขณะที่ยังไม่รู้ก็ต้องหาความรู้จากสิ่งต่างๆ รอบตัว และปรับปรุงการสื่อสารของตัวเอง คือต้องรู้ภาษา อังกฤษและถ้าเป็นไปได้ให้รู้ภาษา ที่ 3 ด้วยคือภาษาในอาเซียนอีก ภาษาหนึ่ง
          “เราอยู่ในประชาคมอาเซียนตามความตกลง 10 ประเทศว่าจะทำอะไรร่วม กันแข่งกับประเทศอื่นๆ นอกอาเซียนบ้าง แข่งกันเองภายในบ้าง เป็นเรื่องที่ต้องดูแล ตัวเองให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ อีก 9 ประเทศที่อาจจะจริงจังและขยันกว่าเรา ประเทศไทยต้องตั้งตัวเองให้ทัดเทียมกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สิ่งที่ เราควรจะเร่งทำอย่างต่อเนื่องคือ รัฐบาล ต้องทำตามที่ประเทศอาเซียนตกลงกันในแผนปฏิบัติการไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่เรียกว่า Blueprint และแผนอื่นๆ อีกหลายแผน รัฐบาลต้องทำในเชิงโครงสร้าง นโยบาย และงานส่วน กลาง ต้องทำแผนไปสู่ประชาคมการศึกษา อาเซียนให้เป็นไปตามแผนประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน คือต้องมีแผนแม่ บทของประเทศไทยว่าควรทำอะไร จัดงบ ประมาณ ผลักดันและทำงานที่รัฐบาลไม่ได้ปูพื้นฐานไว้” นายสมเกียรติ กล่าว
          นายสมเกียรติ ยังเป็นห่วงเรื่องการ ศึกษาที่อาเซียนเองก็ไม่ได้ตื่นตัว ที่เห็นก็มีแต่เอกสาร คำประกาศแถลงการณ์ และ ปฏิญญาครั้งสุดท้ายที่ประกาศโดยประเทศ ไทยเป็นประธานที่ชะอำ หัวหิน ปี 2552 ให้อาเซียนทำแผนการศึกษา 5 ปี จนปัจจุบัน 3-4 ปีแล้วก็ยังไม่มี ฉะนั้นในภาพ รวมอาเซียนจึงไม่ตื่นตัวมากนักทางด้านการศึกษา ส่วนแต่ละประเทศเท่าที่ดูก็ไม่มี อะไรโดดเด่นหรือน่าตกใจ ทุกคนไปกันเรื่อยๆ ยกเว้นบางประเทศที่เจริญกว่าเรา ก็จะทำตามแผนแม่บทหรือแผนปฏิบัติการ แล้วเช่น การเชื่อมโยงด้วยระบบ ICT เพื่อ ให้ทุกโรงเรียนได้เข้าถึง Internet ความ เร็วสูง โดยรัฐจัดการให้ทุกโรงเรียนพูดถึง ในแวดวงอาเซียน ในข้อนี้ประเทศไทยด้อย กว่าประเทศต่างๆ มากมาย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เสร็จไปนานแล้ว อย่างน้อยก็ปีกว่าแล้ว อินโดนีเซียก็เพิ่งเสร็จไป ปีเศษที่แล้ว ประเทศไทยยังเพียงแค่ทดลอง ใช้คอมพิวเตอร์คุณภาพต่ำ ที่เรียกว่า Tablet กับเด็กนักเรียน ป.1 บางคน ที่อื่นเค้า ไปกันคุณภาพสูง ฟรี ทุกโรงเรียนและเด็ก ทุกคนมีใช้ อันนี้เราล้าหลังมาก
          พูดถึงการตื่นตัวในเรื่องการเรียนรู้ การปรับหลักสูตร ประเทศลาวทำเสร็จไป ประมาณ 3 ปีกว่าแล้ว หลักสูตรอาเซียนศึกษา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีแผนกลางกับอาเซียน ประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรอะไรเลยเกี่ยว กับอาเซียน เพราะฉะนั้นจึงล้าหลังกว่าเพื่อนและหยุดนิ่ง รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้ทำหลักสูตรใหม่ ไม่ได้เตรียมเนื้อหาพื้นฐานที่อาเซียนกำหนด แต่ทุกโรงเรียนเริ่มตื่นตัวกันเอง ถือเป็น ข้อดีที่โรงเรียนทำตามนโยบายที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ เพราะฉะนั้น ในแง่การศึกษา ภาพรวมคือรัฐบาลไทย ไม่ตื่นตัว ไม่ทำโครงสร้างอะไรให้กับการ ศึกษา แต่กระทรวงศึกษาธิการตื่นตัวอยู่เสมอในนามของข้าราชการประจำ คือมีงบประมาณน้อยก็ทำโรงเรียนนำร่องประมาณ 50 กว่าโรงเรียน รวม แล้วคือ การตื่นตัวในสถาบันการศึกษา นั้นทำกันเอง ส่วนใหญ่ได้แค่การประชุม สัมมนาให้ความรู้และบรรยาย
          ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นได้ การศึกษา คือกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มั่นคงและยั่งยืนอย่างเท่าเทียมกัน

บทความจาก : http://www.kruthai.info/view.php?article_id=1854



ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2555

รางวัลที่หนึ่ง
รางวัลๆ ละ 2,000,000 บาท
เลขท้าย 3 ตัว
รางวัลละ 2,000 บาท
เลขท้าย 2 ตัว
รางวัลละ 1,000 บาท
124025
291
554
873
940
58
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1
รางวัลๆ ละ 50,000 บาท
124024
124026
รางวัลที่ 2
มี 5 รางวัลๆ ละ 100,000 บาท
057371
058926
078851
212223
823483
รางวัลที่ 3
มี 10 รางวัลๆ ละ 40,000 บาท
090462
159272
210894
231341
387364
418812
541163
597502
667293
931770
รางวัลที่ 4
มี 50 รางวัลๆ ละ 20,000 บาท
007046
015683
049906
078523
089671
109037
109285
122025
129024
158376
161651
167559
175911
192930
220643
249614
251862
284345
332697
335313
352576
372405
394786
401630
409157
415346
423173
431991
437177
441286
448853
548089
580964
600724
603808
629487
672291
680196
693713
708832
712028
747243
749766
782149
818048
857121
883196
891167
911796
921867
รางวัลที่ 5
มี 100 รางวัลๆ ละ 10,000 บาท
011675
015400
020019
023668
033653
045003
048839
060332
064754
076702
088594
098462
121585
132099
151636
155707
161772
169926
175733
180975
188607
205971
217354
220302
234193
243074
247433
255648
257754
273097
287752
290352
305210
305965
326913
341411
344261
346353
353233
356934
359429
377274
386744
391744
407247
407623
415819
438541
468182
471410
474418
485369
504643
507289
514589
520817
521527
526418
532020
557843
558162
559776
574787
590827
602331
624600
626423
632184
655289
676345
690895
705060
707336
709964
718394
718552
740608
786973
795566
795744
801958
806773
811216
811826
877900
882013
892607
900675
916775
928683
936531
944011
950839
959145
960162
965664
978905
986148
991424
994109

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2555


https://www.facebook.com/yadadesign
หนังสือพิมพ์บ้านเรา ท้องถิ่นจังหวัดตาก
ทำป้ายและสิ่งพิมพ์ทุกชนิด จังหวัดตาก (เหนือเรือนจำตาก)